Vans รองเท้าผ้าใบสุดคลาสสิคที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน

|
216

เมื่อพูดถึงแฟชั่นรองเท้าผ้าใบหนึ่งในนั้นคงมี Vans แบรนด์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นทรง Slip-On, Old Skool หรือ Sk8-Hi ต่างก็เป็นทรงยอดนิยมทั้งหมด ในวันนี้เราจึงพาไปรู้จักประวัติความเป็นมาของ Vans กัน

history-of-vans-4

1966 ต้นกำเนิด Van Doren Rubber Company

สองพี่น้อง Paul Van Doren และ James Van Doren พร้อมด้วยหุ้นส่วน Gordon Lee และ Serge D’Elia ได้เปิดบริษัท Van Doren Rubber Company อย่างเป็นทางการ หรือในชื่อVans ในปี 1966 Paul และ James เคยทำงานให้กับ Randy’s ผู้ผลิตรองเท้ารายแรกที่ผลิตรองเท้าผ้าใบสเก็ตบอร์ด โดย Paul ทำงานเป็นเวลา 20 ปี ส่วน James ทำงานเป็นเวลา 10 ปี

paul-jim-gordon-serge-delia

จากนั้น Paul Van Doren ก็ได้ออกจาก Randy’s และมาสร้างโรงงานรองเท้าของตัวเอง ด้วยประสบการณ์ของเขาที่อยู่โรงงานรองเท้ามาทั้งชีวิต เขาได้มองเห็นว่าโรงงานนั้นทำเงินจากรองเท้าแต่ละคู่มันน้อยมาก คนที่ทำเงินได้จริงๆนั้นเป็นร้านที่ขายรองเท้า เขาจึงตั้งใจว่าจะทำโรงงานของตัวเองและมีหน้าร้านขายเองด้วย

Paul เป็นนักธุรกิจที่เก่ง Jim มีความสามารถด้านวิศวะกร ส่วน Gordon ก็เก่งเรื่องการจัดการการผลิต พวกเขาทั้งสามจึงรวมตัวกันก่อตั้ง Van Doren Rubber Company แถมยังมี Serge D’Elia ซึ่งเป็นคนจัดหาวัสดุไว้ทำ Upper ของรองเท้า ที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นสู่สหรัฐอเมริกานั่นเอง

first-vans-factory

ในบริษัทนี้ Paul และ Serge ถือหุ้นคนละ 40% ส่วน Jim และ Gordon ถือคนละ 10% พวกเขาทั้งหมดสร้างโรงงานขึ้นจากความว่างเปล่า โดยเขาได้ไปตระเวนซื้อเครื่องจักรเก่าๆมาจากทั่วอเมริกา นับตั้งแต่ปี 1900 ก็มีเพียงแค่ 3 บริษัทเท่านั้นที่ผลิตรองเท้ารองเท้าจาก Vulcanised Rubber สามบริษัทที่ว่านั้นก็มี Randy’s, Keds และ Converse และตอนนี้บริษัทที่ 4 ก็ได้เพิ่มเข้ามาคือVans นั่นเอง

#44

ทั้งโรงงาน ออฟฟิศ และหน้าร้าน ได้เปิดจริงๆก็เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1966 ตอนที่เปิดร้านชื่อรุ่นยังไม่มี ซึ่งเรียกแทนว่า Style #44 คือรุ่น Authentic โดยมีสี Navy Blue, White, Loden Green และ Red ตอนแรกไม่มีสีดำออกมา แต่ปีต่อมามันกลายเป็นสีที่ขายดีที่สุด ราคาที่ขายตอนนั้นอยู่ที่ $4.49 USD ส่วนของผู้หญิงจะอยู่ที่ $2.29 USD สีของกล่องในตอนนั้นจะแบ่งแยกประเภทอย่างชัดเจน กล่องสีฟ้าคือของผู้ชาย กล่องสีส้มของเด็กผู้ชาย กล่องสีแดงสำหรับเด็ก และกล่องสีเขียวสำหรับผู้หญิง

style44

ในวันแรกลูกค้าที่มาซื้อรองเท้า ถ้าตกลงว่าจะซื้อแล้วรองเท้าก็จะถูกสั่งผลิตในวันนั้นเลยและต้องมารับในวันถัดไป เป็นเพราะเขาต้องการเปิดร้านโดยเร็วที่สุด แถมตอนแรกที่เปิดสามารถให้ลูกค้า Custom รองเท้าเองได้ด้วย แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการ Custom

“Off the Wall”

ตอนแรกที่ออกมาVans ก็ไม่ใช่รองเท้าที่ทำมาสำหรับเด็กสเก็ต แต่ด้วยความทนทานของมันจึงเป็นที่สนใจในหมู่คนที่เล่นกีฬา Extreme ต่อมาในปี 1976 Vans Old-Skool ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นรุ่นแรกที่ใช้วัสดุเป็นหนัง จึงเป็นที่ถูกใจในหมู่เด็กสเก็ตเป็นอย่างมาก ในปี 1986 Sk8-Hi ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับป้ายตรงส้นที่เขียนว่า “Off the Wall” และสาเหตุที่ Sk8-Hi ตรงส่วนที่หุ้มข้อนั้นต้องบุให้หนาๆ ก็เพราะเป็นการกันไม่ให้แผ่นบอร์ดมาโดนข้อเท้าเวลาเล่นพลาด

Vans Slip-On

Vans Slip-On ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทรงที่เรียกว่าเป็นหน้าตาของVans ก็ว่าได้ ตอนแรกก็ออกมามีแต่สีเรียบๆ ต่อมาลูกชายของ Paul ได้สั่งเกตุเห็นเด็กที่โรงเรียนได้เอาปากกามาตกแต่งเป็นลายตารางหมากรุก เขาจึงเอาไปผลิตออกมาขายจริงๆ

หลังจากนั้นก็ได้ส่งตัวนี้ไปให้หนังเรื่อง Fast Time at The Ridgemont High จนได้ไปอยู่บนปกของ Soundtrack หนังเรื่องนั้น หลังจากหนังเรื่องนี้ได้ฉายไป เขาสามารถขาย Vans Slip-On ได้มากกว่า 1 ล้านคู่

“การหลงทาง”

ในช่วงปี 80 Vansได้หันไปทำทั้งรองเท้าบาสเก็ตบอล เบสบอล ฟุตบอล เทนนิส มวยปล้ำ รองเท้าสำหรับเต้นเบรกแดนซ์ รวมไปถึงรองเท้าสำหรับกระโดดร่ม แต่มันก็เป็นความผิดพลาดของบริษัท เพราะ Jim พยายามทำอะไรที่มันไม่ใช่ตัวตนของVans การหลงทางครั้งนี้เกือบทำให้บริษัทล้มละลาย แต่ก็ได้ Paul มาช่วยชีวิตให้พ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

vans-skateboard

ปี 1988 McConval-Deluit ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อบริษัทเป็นเงินถึง $75 ล้านเหรียญ ในตอนแรกก็ดูไปได้สวย แต่เมื่อ Paul Van Doren ได้จากไป แบรนด์ก็เริ่มหลงทางอีกครั้ง เมื่อได้มีคนใหม่เข้ามาทำงาน แถมมีเด็กจบใหม่จาก Harvard ได้ไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตด้วยเครื่องมือสุดทันสมัย แต่กลับสู้โรงงานเก่าไม่ได้ จึงต้องปิดตัวโรงงานในอเมริกาทั้งหมด และย้ายไปผลิตต่างประเทศแทน

ต่อมาในปี 2004 VF Corporation ได้ซื้อ Vans ในราคา $400 ล้านเหรียญ ซึ่งในตอนแรกที่ได้ขายไปในราคา $75 ล้านเหรียญ Vans ได้มียอดขายถึง $40 ล้านเหรียญ แต่ในปี 2004 ที่ได้ขายบริษัทไปล่าสุด Vans ได้มียอดขายมากถึง $360 ล้านเหรียญ

“คลาสสิค”

ช่วงปี 2000 ก็เริ่มมีผู้คนต่างๆเริ่มคิดถึงVans ในสไตล์เก่า แต่ตอนนั้น Steve Van Doren นั้นอยู่ฝ่ายจัดการ Event และก็มีคนอื่นที่คุมเรื่องสินค้าอยู่ และคนเหล่านั้นก็ไม่เข้าใจและไม่ยอมทำในสไตล์คลาสสิคออกมา Steve จึงได้ทำเองในแบบที่ทุกคนคุ้นเคย ผลก็ออกมาตามคาด ผู้คนต่างก็บอกว่านี่แหละคือ Vansในแบบเดิมที่เรารู้จัก

history-of-vans-2

Steve-Van-Doren

ที่มา: grailed